ทะเลอคติ

ว่ากันว่า ผู้เคราะห์ร้ายหลายคนที่เสียชีวิตเพราะการจมน้ำ ในมือของพวกเขาเหล่านั้น มักมีเศษไม้ เศษหญ้าถูกกำเอาไว้แน่น ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาพ้นความตาย แต่ก็กำมันไว้เพราะว่าเป็นสิ่งเดียวที่ยึดถือเอาไว้ได้ แต่สุดท้ายความตายก็รับพวกเขาไปในที่สุด

 

แน่นอนอย่างหนึ่งคือฉันไม่เคยจมน้ำตายมาก่อน แต่มีช่วงชีวิตหนึ่งที่ฉันรับรู้ถึงความรู้สึกที่คล้าย ๆ กับคนที่กำลังจะจมน้ำ เพียงแต่มันเป็นน้ำแห่งอารมณ์ความรู้สึกเท่านั้นเอง เป็นช่วงเวลาโง่ ๆ ของคนที่ยังไม่ยอมรับตัวเอง รังเกียจตัวเอง ดูถูกตัวเอง คิดว่าตัวเองโรคจิต เพียงเพราะว่าฉันมีจิตใจรักชอบเพศหญิงซึ่งเป็นเพศเดียวกับฉัน ฉันคิดว่าฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว แต่ความรู้สึกช่วงเวลานั้นฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก อะไรที่เป็นแบบนี้สมควรแก่คำว่าโรคจิต และเป็นที่รังเกียจของสังคม ฉันมีเพื่อนที่เป็นอย่างนี้เหมือนกัน แต่ฉันกลับรับไม่ได้ที่รู้ว่าตัวเองก็เป็น การถูกดูดูแคลนและรังเกียจเลยเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมีให้กับตัวเอง ความรู้สึกมันเหมือนคนที่ขาดอากาศ ทุรนทุรายจนกลายเป็นเรื่องน่าทุเรศ

 

ในช่วงที่ฉันกำลังขยะแขยงความรู้สึกตัวเองนั่น มีพี่ชายคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต เป็นที่พึ่ง เป็นที่ปรึกษา เป็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่ฉันไม่เคยเจอในชีวิต ความทุรนทุรายหาอากาศหรืออีกในคือหาความหวัง หาอะไรก็ตามที่มันจะเป็นความมั่นใจในชีวิตของฉันบอกให้ฉันคว้าพี่ชายคนนั้นเอาไว้ ยึด…แน่นจนฉันคิดว่าฉันปลอดภัยจากการดูถูกของตัวเอง ฉันพบว่าพี่ชายคนนี้เป็นเหมือนกันขอนไม้ที่มั่นคง ฉันคิดในใจว่า ฉันปลอดภัยแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันไม่ต้องดูถูกตัวเอง ไม่ต้องรังเกียจความรู้สึกตัวเอง คิดว่านั่นคือสิ่งที่ฉันทำถูกต้องเพราะว่ามันคือสิ่งที่ ปกติ สำหรับมนุษย์ทั่วไป แม้ว่ามันจะเป็นแค่ความรู้สึกที่คล้าย ๆ การแอบรักใครสักคนเท่านั้นเอง แต่วันหนึ่งฉันโดนคำถามที่ไม่คิดว่าจะหาคำตอบจากเพื่อน เป็นคำถามในเชิงที่ว่า ที่ไปแอบชอบพี่ชายคนนั้น…ถ้าวันหนึ่งเขาชอบฉันเหมือนกัน ฉันจะคบพี่ชายคนนั้นไหม ฉันตอบทันทีว่า ไม่ แม้เพื่อนจะถามว่า ทำไม แต่มันไม่ดังและรวดเร็วเท่ากับที่ฉันถามตัวเอง ครั้งนั้นฉันหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ตอบเพื่อน แต่คำตอบที่ฉันให้กลับตัวเอง กลับเป็นสิ่งที่จริงจนฉันรับไม่ได้ เพราะอะไรนะหรือ…เพราะว่าฉันชอบผู้หญิงและพึ่งพอใจในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายน่ะสิ นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฉันโผเข้าหาขอนไม้ขอนนี้ ที่กลั้นใจมองกลับไปยังฝั่งหรือที่แท้มันคือสิ่งที่ในใจฉันต้องการ คือต้องการความรักของผู้หญิงสักคน ฉันจึงรู้ในตอนนั้นว่าขอนไม้นี้นอกจากจะให้ฉันไม่ต้องทุรนทุรายพ้นน้ำเพื่อหาอากาศแล้ว มันยังพาฉันลอยออกทะเลมาไกลจนไม่รู้ว่าถ้าเปลี่ยนใจจะหาทางกลับไปได้อย่างไรด้วยซ้ำ

 

ระหว่างการลอยไปวัน ๆ ทะเลข้างหน้าก็ไร้จุดหมาย ฝั่งก็เลือนลาง วันหนึ่งฉันพบดอกไม้ดอกหนึ่งลอยมาในทิศทางเดียวกับฉัน เธอสวยชนิดที่ฉันเผลอละขอนไม้เพื่อว่ายไปเก็บเธอมา แต่ด้วยว่ากลัวจะกลับไปจมน้ำอีกครั้งก็เลยต้องกอดขอนไม้ไว้มือนึง อีกมือก็ยกดอกไม้สวยงามนั้นขึ้นรับแสงอาทิตย์ ดอกไม้รับแสงอาทิตย์เป็นประกายงดงามเหลือเกิน กลิ่นดินจากฝั่งที่ฉันหนีมาเคลือบเบาบางบนผิวดอกไม้ ฉันมั่นใจทันทีว่าเธอรู้ว่าฝั่งไปทางไหน แต่ดอกไม้เปราะบางอย่างเธอไม่แข็งแรงพอที่จะพาฉันไปถึงแน่ ๆ ช่วงเวลานั้นฉันคว้าไว้ทั้งขอนไม้ที่ทำให้ฉันคิดว่าฉัน ปกติ และดอกไม้สวยงามที่ตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอมีพิษ!! แต่…ฉันก็วางเธอไม่ลง การที่คว้าไว้ทั้งสองอย่างทำให้ฉันยิ่งสับสนในตัวเองยิ่งบีบมือตัวเองให้รัดและยึดทั้งสองอย่างแน่นเข้าไปอีก จนกระทั่งความกระด้างของขอนไม้ก็ทำให้ฉันปวดร้าวเข้าไปถึงหัวใจ ดอกไม้แสนสวยก็ส่งพิษผ่านหนามเล็ก ๆ เข้ามาตอกย้ำให้ความเจ็บยิ่งทวีคูน สุดท้าย…เมื่อฉันเจ็บปวดจนคิดว่ามันคงไม่มีอะไรที่เจ็บปวดกว่านี้ ฉันจึงยินยอมปล่อยมือจากขอนไม้และดอกไม้เงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ตัวเองจมน้ำอย่างสงบ

 

ในทะเลแห่งความรู้สึกของฉัน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันยอมจมลงมาทั้งตัว ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการ อะไรคือความถูกผิดที่แท้จริง และที่สำคัญ…ฉันคืออะไร มีคุณค่าหรือเปล่า และถ้ามีมันอยู่ที่ไหน ฉันค่อย ๆ ศึกษาสิ่งที่ฉันคิดว่ารู้จักดีที่สุด แต่สิ่งที่เป็นคำตอบกลับทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งเดียวที่ฉันไม่เคยรู้จักเลยคือตัวฉันเองต่างหาก เมื่อฉันจมมาถึงก้นทะเล ฉันเพิ่งรู้อีกเรื่องคือมันไม่ได้ลึกอย่างที่คิด และที่สำคัญพื้นทะเลนี้มันเป็นแผ่นดินเดียวกับฝั่งที่ฉันปรารถนา เพียงแต่น้ำมันปิดเอาไว้ให้ฉันเข้าใจผิดไปเองว่าฉันออกจากฝั่งมานานแล้ว ช่วงนั้นฉันเริ่มให้เกียรติตัวเองเป็นครั้งแรก เริ่มเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าฉันสามารถที่จะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องร้องขอการยึดเหนี่ยวจากสิ่งใด ๆ ฉันเชื่อว่าความรู้สึกของฉันไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือชั่วช้า น่ารังเกียจ ฉัน…ก็แค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าใครเลย

 

ณ เวลานั้นฉันรู้สึกเหมือน้ำทะเลลดต่ำลง ผิวน้ำค่อย ๆ ใกล้เข้ามาจนในที่สุดฉันพบกับอากาศแห่งความเชื่อมั่นอีกครั้ง คราวนี้ฉันไม่ได้เกาะใคร แต่ฉันยืนด้วยเท้าของฉัน คล้ายกับว่าผิวน้ำต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ความจริงปรากฎให้ฉันรู้แล้วว่า ผิวน้ำไม่ได้ต่ำลงแต่แผ่นดินกำลังสูงขึ้น มันสูงขึ้นเพราะว่าฉันเลือกที่จะยืน มากกว่าลอยไปลอยมา วันนี้น้ำพวกนั้นไม่มีอีกแล้ว ฉันตกใจทะเลและฝั่งนั้นนอกจากจะเป็นแผ่นดินเดียวกันแล้ว มันยังเป็นพื้นระดับเดียวกันอีกต่างหาก หลังจากหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ฉัน คิดว่า เป็นความจริง ณ วันนี้ฉัน พบ ความจริงที่แท้จริงแล้ว นั่นคือมันไม่มีน้ำ! มันเป็นแค่อุปาทานแล้วมีเพียงตัวฉันเองที่สร้างมันขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองทุรนทุรายหาอากาศหายใจ ที่ผ่านมาฉันกลัวการถูกรังเกียจเสมอ แต่ก็รู้แล้วว่าไม่มีใครรังเกียจฉันได้เท่าฉันรังเกียจตัวเองในครั้งนั้น และความรู้สึกรังเกียจตัวเองนั้นต่างหากที่น่ารังเกียจ ไม่ใช่ตัวฉัน ทั้งหมดที่ฉันเจอเป็นเพียงสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยอคติของตัวเองทั้งสิ้นเหมือนกับที่ฉันคิดว่าพื้นทะเลเป็นพื้นต่ำ แต่จริง ๆ แล้วมันต่ำเพราะฉันกดมันไว้ต่างหาก  มันปลอมและอคติพอ ๆ กับน้ำทะเลนั่นเลยทีเดียว

 

และวันนี้ฉันภูมิใจมากที่ฉันยืน ไม่มีน้ำ ไม่มีทะเล มีแต่ฉันที่เชื่อและกล้าที่จะบอกใคร ๆ ว่าฉันเป็นเลสเบี้ยน แม้ในอดีตฉันจะมีแต่อคติกับคนพวกนี้ ( โดยเฉพาะฉันเอง ) เพราะว่าสังคมมักจะมองว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอารมณ์รุนแรง ผิดปกติ ผิดธรรมชาติ หรือบางทีก็ว่าว่าเป็นบาป ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าคุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่น ๆ มองใครว่าอย่างไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นเป็นคนอย่างไรมากกว่า และอะไรก็ตามที่สังคมบางส่วนยังคงต่อว่านั้น แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ความจริง แต่มันคืออคติ เพราะไม่ว่าเลสเบี้ยน ทอม ดี้ เกย์ กระเทย หรืออะไรก็ตามที่คนจะบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเรียก แท้จริงเขาก็คือคน ๆ หนึ่ง มีคุณค่าเท่ากับทุกคนบนโลก….ทุกประการ

                                                          Simetra_Violet

ให้ความเห็น